Monday, April 20, 2009
L o s t
เขาว่ากันว่า ในปีเบญจเพสนั้น มักจะมีเรื่องราวร้ายๆผ่านเข้ามาทักทายให้ผู้คนตื่นเต้นกันเสมอ
สำหรับตัวเอง เรื่องที่โชคร้ายของปีนี้ก็คงเป็นเรื่องการทำธีสิสนี่แหละ
ส่วนเรื่องอื่นๆประปราย ก็ลืมๆมันทิ้งไปบ้าง ดีกว่าจะโทษความโชคร้ายว่าเกิดจากวัยยี่สิบห้าของตัวเอง
แต่วันนี้ กลับรู้สึกถึงความโชคร้ายของตัวเองกลับคืนมาอีกครั้ง
เพราะวันนี้ "เราทำของหาย"
ของที่หายอาจไม่ใช่ของราคาสูงค่าอะไรนักหนา
แต่เนื่องด้วยเป็นของใช้ประจำวัน ที่เห็นหน้าค่าตาและได้สัมผัสกันเป็นเวลากว่าสองปี
มันก็ผูกพันมากพอที่จะทำให้เสียใจยามที่ทำหายไม่ใช่เล่น
ของที่หายไปในวันนี้ก็คือ ถุงใส่โทรศัพท์มือถือ
จำได้เลยว่าวันที่ซื้อคือวันสงกรานต์เมื่อสองปีก่อนที่ซีเหมินติง ณ ไทเป
วันนั้นเป็นวันที่บริเวณใกล้ๆจัดงานสงกรานต์กันสนุกสนาน เลยมีร้านค้าเล็กๆน่ารักมาร่วมเปิดกรุขายของกันเต็มไปหมด
ร้านที่ขายถุงใส่โทรศัพท์นี้เป็นร้านทำมือ ซึ่งมีของมากมายหลายชนิดให้เลือกซื้อกันจนลายตา
และสุดท้ายสิ่งที่หยิบซื้อมา ก็คือเจ้าถุงใส่โทรศัพท์สีขาวดำลายน่ารักนี่แหละ
ตอนนั้นรู้สึกชอบมาก จนจำได้ว่าไม่ว่าราคาจะกี่ร้อยก็อยากจะได้มาเป็นเจ้าของ
โชคดีที่ร้านนี้ขายไม่แพงมาก ราคาที่ได้เลยอยู่ที่ประมาณสามร้อยบาทเท่านั้น
จากนั้นก็ใช้ติดกระเป๋ามาตลอดจนถึงวันนี้..
แต่ด้วยเป็นคนที่ชอบติดนู่นพกนี่ไว้ในถุงมือถือ
นอกจากโทรศัพท์แล้ว เรายังชอบพกของอย่างอื่นแนบใส่เข้าไปในนั้นด้วย
บัตรโทรศัพท์ ... อันนี้คือบัตรที่ชอบซื้อมาเก็บตุนไว้ ใช้สำหรับการโทรทางไกล ซึ่งมีอยู่ประมาณสามสี่ใบในนั้นได้
บัตรคำศัพท์ภาษาญี่ปุ่น ... ด้วยเป็นคนชอบให้มีสิ่งที่มีตัวอักษรอยู่ติดตัว การ์ดเล็กๆใบนี้เลยได้นำออกมาใช้เนืองๆ ไว้อ่านเล่นยามสายตาว่าง
เงินสด ... พกไม่เยอะหรอกค่ะ มีแค่หนึ่งร้อยดอลล่าร์ไต้หวัน ปกติพกไว้สำหรับฉุกเฉิน เช่น กระเป๋าตังค์หาย ก็ยังพอมีเงินไว้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูงได้
สุดท้าย ... บัตรโดยสารรถประจำทาง อันนี้เป็นอีกชิ้นที่เสียดายมากที่สุด เพราะใช้ต่อเนื่ืองมาตลอดหนึ่งปีที่อยู่ไต้หวัน ข้างในบัตรเองนั้นก็ยังมีมูลค่าให้ใช้ได้อีกหลายร้อยดอลล่าร์ แถมที่สำคัญมันยังมีข้อมูลบันทึกการเดินทางตลอดช่วงเวลาที่อยู่ไต้หวันด้วย
พอทุกอย่างหายไปก็เหมือนเครื่องบันทึกชีวิตบางส่วนหายไปด้วย
ถามว่าเสียดายแค่ไหน เสียใจหรือเปล่า ก็ตอบไม่ถูก เพราะก็ทำใจไว้แล้วว่าไม่น่าจะหาเจอได้
โมโหตัวเองมากที่สุดมากกว่า เพราะครั้งสุดท้ายที่หยิบออกมาใช้งาน ก็ยังพูดอยู่กับตัวเองว่าให้ใส่ไว้ในกระเป๋าดีกว่าเพราะเดี๋ยวจะทำตก
สุดท้ายก็หายไปจริงๆ .. เฮ้อออ
ไม่ว่าจะหายไปที่ไหน หรือใครเก็บไป ก็อยากใ้ห้คนๆนั้นใช้ของทุกชิ้นที่กล่าวมาให้เป็นประโยชน์ต่อด้วยนะคะ
เราเองเป็นคนที่ค่อนข้างผูกใจพันติดไว้กับสิ่งของที่ตัวเองเป็นเจ้าของ
เวลาของที่เคยใช้หายไปแบบนี้ ก็อยากให้ไปอยู่กับเจ้าของใหม่ที่เอาใจใส่เท่ากับที่เราเป็น
ดีกว่าให้กลายเป็นเศษขยะที่รอเก็บกวาดอยู่บนถนน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจะเป็นอะไรที่เสียใจที่สุด
ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่พล่ามบ่นงึมงำไปตามเรื่อง เพราะยังปล่อยวางไม่ได้เต็มหัวใจ
ก็ได้แต่วางแผนว่าจะไปหาซื้อถุงใส่ใบใหม่ที่คล้ายๆใบเดิม หากได้ไปเยือนไทเปอีกครั้ง
คราวนี้ก็ยังจะซื้อบัตรโดยสารติดตัวไว้เช่นเดิม
แล้วก็จะเอาบัตรคำศัพท์มาใส่ไว้อีกครั้งด้วย
ช่างเป็นคนที่ชอบทำอะไรเดิมๆโดยแท้นะเรา!!
Subscribe to:
Post Comments (Atom)

เหตุการณ์ของหายที่ร้ายแรงที่สุดของกูคือโดนฉกกระเป๋าระหว่างกินก๋วยเตี๋ยวริมถนนเมื่อสองปีก่อน
ReplyDeleteในนั้นมีกล้อง เครื่องเขียนที่ใช้ทำงานเป็นประจำ แว่นตา แบบ sketch งาน
สมุดโน้ต และกระเป๋าใส่ตังค์ที่ซื้อมาจากเชียงใหม่สมัยม.ต้น
ไอ้ของแพงๆอย่างกล้อง แว่น มันน่าขวัญเสียด้วยมูลค่า ที่ถ้าไม่พึ่งพาเงินที่บ้านกูอาจต้องอดกินขนมหลายเดือนกว่าจะได้มา
แต่คุณค่าของมันเป็นคนละแบบกับสมุดโน้ต ที่มึงคงรู้ว่ามันติดตัวกูเหมือนเป็นอวัยวะที่ 33
จดทั้งงาน วาดรูปเล่น แปะรูปติดบัตรเพื่อน มีลายมือของนักเรียน เขียนนู่นนี่เรื่อยเปื่อย
แต่ละหน้าถึงจะไม่มีความหมายอะไร แต่ทุกครั้งที่เปิดดูก็จะทำให้คิดถึงเรื่องต่างๆที่เป็นความทรงจำก้อนย่อยๆในช่วงนึงของกู
กระเป๋าใส่เศษตังค์ที่กูเอามาใส่ทุกอย่างก็คล้ายๆมึงนี่แหละ
เป็นผ้าไทยธรรมดา สีจืดๆ ลวดลายเส้นเล็กๆ และมีแค่ช่องเดียว
ตอนอยู่ในกระบะที่เค้าขาย มันดูจืดชืด ซีดเหมือนของเก่าที่คนขายใช้แล้ว
แต่กูก็ถูกชะตากับมันมาก จนเก็บมาจนถึงป่านนั้นและเอามาใช้จนเน่าไม่มีชิ้นดี
ของที่มีคุณค่ากับจิตใจแบบนี้ มันน่าเจ็บปวดถ้าคิดว่าไอ้โจรมันคงโยนทิ้งท่อระบายน้ำอย่างไม่มีดี
ต่อให้มีเงินจนซื้อกล้องได้ 10 ตัว แว่น 10 อัน กูก็ไม่มีทางได้มันกลับมา
พอซื้อของใหม่ กูซื้อกล้องรุ่นเดิม สมุดโน้ตแบบเดิม กระเป๋าดินสอ ดินสอ ยางลบ ไส้ และแฟ้ม ก็ยังเป็นแบบเดิม คงเป็นคนที่ชอบอะไรเดิมๆโดยแท้เหมือนกัน 555
p i a n i s s i m o